หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ สินค้า ติดต่อ
   

Untitled Document

Other Content

Calendar
Link
ตรวจสอบสภาพอากาศ
วิทยุการบิน
ICAO
Admin Login
     
User name
   
password
   
   

ประวัติความเป็นมาของเรือเหาะ

 

Hero กับ Aeolipile
          Hero of Alexandria วิศวกรกรีกโบราณ ได้คิดค้นเรื่องกำเนิดพลังงาน จากความดันและไอน้ำ ซึ่งหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เขาสร้างขึ้นคือ aeolipile เป็นอุปกรณีที่ใช้แรงดันของไอน้ำโดยจุดไฟข้างใต้เพื่อทำให้สร้างการเคลื่อนที่ในแนวหมุน
Hero ได้ติดตั้งอุปกรณ์ทรงกลมข้างบนเครื่องต้มน้ำ โดยจุดไฟข้างใต้เพื่อทำให้น้ำเดือดจนกลายเป็นไอ ไหลผ่านท่อไปยังทรงกลมที่ติดกับท่อรูปตัวแอล เพื่อให้ก๊าซไหลออกไปภายนอก ซึงไอน้ำที่ไหลออกไปนั้นทำให้เกิดการหมุนตัวของทรงกลม ซึ่งตัว aeolipile ถือเป็นตัวกำเนิดของเครื่องจักรไอน้ำที่ใช้กันภายหลัง

 

Leonardo Da Vinci กับการบิน

 

          Da Vinci ได้ศึกษาเกี่ยวกับการบินครั้งแรก ในช่วงทศวรรษที่ 1480 โดยเขาได้ร่างภาพที่สนับสนุน ทฤษฎีเกี่ยวกับการบินของนกมากกว่าหนึ่งร้อยภาพ รูปภาพที่เขาร่างขึ้นมาได้แสดงให้เห็นเกี่ยวกับปีกและหางของนก ความคิดที่จะให้คนติดอุปกรณ์ เพื่อที่จะทดสอบปีก

The Ornithopter คืออุปกรณ์ที่ Da Vinci ได้ออกแบบขึ้นมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนจะสามารถบินได้อย่างไร แต่อุปกรณ์นี้ไม่ได้รับการสร้างขึ้นมาใช้งานจริง โดยความคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้กับ Helicopter ในปัจจุบัน ซึ่งสมุดบันทึกเกี่ยวกับการบินของ Da Vinci ได้ถูกค้นคว้าในศตวรรษที่ 19 โดยผู้ริเริ่มด้านการบิน

Balloon (1700-1900)
        สองพี่น้อง Joseph และ Estienne Montgolfier ชาวฝรั่งเศสผู้คิดค้นอากาศยานเบากว่าอากาศ เดิมมีอาชีพเป็นคนทำกระดาษ ถึงแม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่ทั้งสองคนก็มีการศึกษาในระดับสูงและสนใจในด้านการบิน
        ในปี ค.ศ.1774 ทั้งสองคนได้ศึกษางานของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่รายงานถึงการค้นพบ และได้เขียนรายงานทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับคุณสมบัติของอากาศ
        ในปี ค.ศ.1782 ขณะที่มองไฟในเตาผิง Joseph ได้เกิดความสนใจในแรงที่ทำให้เกิดประกายไฟและควันลอยขึ้นสู่อากาศ เขาได้ประดิษฐ์ถุงเล็ก ๆ จากผ้าไหม หลังจากนั้นได้ทำการจุดไฟใต้ช่องที่เปิดข้างล่างถุงผ้าไหมจะทำให้บอลลูนลอยขึ้น ซึ่งทั้งสองพี่น้องคิดว่าการเผาไหมทำให้เกิดก๊าซที่เขาทั้งสองคนเรียกว่า Montgolfier gas ซึ่งทั้งสองคนไม่ทราบว่าก๊าซที่ทำให้บอลลูนลอยได้นั้นจริง คือ อากาศร้อนที่เบากว่าอากาศปกติ

      ในปี ค.ศ. 1783 ทั้งสองพี่น้องได้ทำการแสดงบอลลูนซึ่งทำด้วยถุงกระดาษและผ้าลินิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 38 ฟุต ซึ่งตัวบอลลูนสามารถลอยได้สูง 6000 ฟุต และไปได้ไกลกว่า 1 mile ก่อนจะลงสู่พื้นดิน หลังจากนั้นทั้งสองพี่น้องได้ทดลองส่งแกะ, ไก่และเป็ด ก่อนที่จะเริ่มส่งให้คนบินขึ้นไปกับบอลลูน

       
  ณ กรุงปารีส วันที่ 21 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1783 มนุษย์สองคนแรกได้ทำการบินด้วยอากาศยานแบบว่าอากาศยานแบบอากาศคือ Pilatrc de Rozierl (คนแรกที่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางอากาศยาน) และทหารราบชื่อ Margnis d’ Arlandes เที่ยวบินที่สามารถอยู่ได้ถึง25 นาที และไปได้ไกลกว่า 5 ไมล์Hot air บอลลูนนี้สามารถลอยได้ตราบเท่าที่ไฟที่สามารถทำให้อากาศร้อน ซึ่งเวลาในการทำการบินนั้นถูกจำกัดโดยไม้และฟางที่ทำขึ้นไปใช้เป็นเชื้อเพลิง
        เมื่อ Montgolfier ได้สาธิตบอลลูนของเขาต่อสมาคมนักวิทยาศาสตร์ของฝรั่งเศสทั้ง 2 คนได้สร้างความสนใจในบอลลูนของเขาทั้งสองคนด้วยการจ้าง J.A.C Charles เพื่อทำการศึกษาและพัฒนาบอลลูนของเขาและยังรู้ว่า Montgolfier gas
แท้จริงแล้วคืออะไร ซึ่งประสิทธิภาพของมัน Charles ได้ศึกษาและทดลองของ Tiberius Covallo รวมถึงอุปสรรคในการบรรจุไฮโดรเจนลงในถุงกระดาษเล็ก ๆ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะใช้ถุงที่หุ้มผ้าไหมแทน ในวันที่ 23 เดือน สิงหาคม ค.ศ.1783 บอลลูนที่เติมด้วยไฮโดรเจนได้ทำการบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรก
Benjamin Franklinได้ร่วมอยู่ในงานนี้ด้วยซึ่งเขารู้สึกประทับใจมากจึงได้เขียนจดหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ในอเมริกาเพื่อผลักดันให้กองทัพได้เห็นความสำคัญของนักประดิษฐ์ชิ้นใหม่นี้ ในวันที่ 1เดือนธันวาคม ค.ศ.1983 Charles และผู้ร่วมทำการบินอีกคนได้บินด้วยไฮโดรเจนบอลลูน เป็นครั้งแรก
ซึ่งบอลลูนบินได้สองชั่วโมง รวมรายทางได้มากกว่า 27 ไมล์


Airships (1784-1900)


Airships คือ อากาศยานเบากว่าอากาศที่สามารถบังคับทิศทางและมีการขับเคลื่อน ซึ่งปัญหาของทั้ง hot air, ไฮโดรเจน และ airship ก๊าซฮีเลียมคือกระแสลม ในปี 1784 นายพล J.B.M. Meusnier แห่งกองทัพฝรั่งเศสได้เสนอข้อเสนอแนะหลายอย่างในการปรับปรุง airships ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนรูปร่าง airships จากทรงกลมให้เป็นรูปฟุตบอล ซึ่งช่วยลดแรงดันอากาศ และเขายังให้เสนอส่วนโดยสร้างรูปร่างคล้ายเรือติดไว้ใต้ท้อง envelope แต่เป็นปัญหาที่สำคัญที่ Meusnier ไม่ได้เสนอไว้ คือ การสร้างแรงขับให้กับ airships อย่างไรก็ตาม Meusnier ได้เสนอให้กำลังคน 80 คนในการหมุนใบพัด

        การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 1852 โดย Henri Giffard เขาสร้างบอลลูนรูปซิการ์ขนาดความยาว 114 ฟุต, เส้นผ่าศูนย์กลาง 39 ฟุต airships ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3 แรงม้าซึ่งให้ความเร็วเกิน 5 ไมล์ต่อชั่วโมง airshipนี้ถูกบันทึกว่าเป็น airships ที่ประสบความสำเร็จเป็นตัวแรกของโลก ซึ่งเป็นช่วงก่อนการกำเนิดของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนในปี ค.ศ.1896    

Airships (1900-1990)
        ในเดือน ก.ค. ปี 1900 Ferdinand von Zeppelin ได้สร้างและทำการบินด้วน rigid airship เยอรมันแล้ว rigid airships รู้จักกันดีในนาม Zeppelins
Zeppelin ได้ดำเนินการสร้าง rigid airship ขนาดใหญ่ชาวเยอรมัน และเมื่อวันที่ 22 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1910, Deutschland ของ Zeppelin ได้กลายมาเป็น airship โดยสร้างลำแรกของโลก ในระหว่างปี 1910 ซึ่งก่อน สงครามโลกครั้งที่ 1
ในปี 1914, airship ของ Zeppelin ทำการบินทั้งสิ้น 107,208 ไมล์ รับส่งผู้โดยสารทั้งหมด 34,028 คน โดยไม่เกิดอุบัติเหตุแม้แต่ครั้งเดียว


สงครามโลกครั้งที่ 1
       ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมันได้ใช้ rigid airship ในภารกิจทิ้งระเบิดด้วยเหตุผลที่ airship สามารถเข้าถึงเป้าหมายด้วยความเงียบ แต่มันก็ไม่ได้เป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพของกองทัพด้วยเหตุผลที่ว่า มันไม่สามารถเพิ่มความเร็วหนีการโจมตีของศัตรูได้ทัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 1
         Rigid airships ประสบความสำเร็จมากในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 หลังจาก สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วเยอรมันถูกบังคับให้ส่งมอบ Zeppelins ทั้งหมดให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่ง LZ-126 ถูกซื้อไปประจำการในกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Los Angeles โดยใช้เวลาประจำการทั้งหมด 8 ปี



        ในปี 1926 สนธิสัญญา Versailles อนุญาตให้ทางเยอรมันสามารถผลิต airships ได้อีกครั้งซึ่งเยอรมันได้สร้าง rigid airship ขึ้นจำนวนสามลำ คือ LZ-127 Graf Zeppelin, LZ-129 Hindenburg และ LZ-130 Graf Zeppelin II


        Graf Zeppelin ถือเป็น airship ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งภายหลังจากสร้างเสร็จ 1928 Graf สามารถเดินทางรอบโลกในปีถัดมา ในช่วงสิบปีของการบิน Graf ขึ้นบินรวมทั้งสิ้น 590 flights รวมถึงการข้ามมหาสมุทรทั้งสิ้น 144 ครั้ง รวมระยะทางทั้งสิ้นมากกว่าหนึ่งล้านไมล์และผู้โดยสารทั้งหมด 13,110 คน อีกสองลำที่เหลือ Hindenburg และ Graf Zeppelin II เริ่มทำการบินในปี 1936 และ 1938 ตามลำดับ จึงเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่2
กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานที่ทำการบินด้วย Rigid airships ในปี 1923 ได้สร้าง airship ที่ชื่อว่า ZAI Shenandoah สำเร็จ

        ในปี 1924 Goodyear เป็นหน่วยงานที่ทำการบินด้วย airship ในกองทัพเรือสหรัฐฯได้สร้าง airships ขึ้นมาสองลำให้กับกองทัพเรือสหรัฐฯ

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
        กองทัพเรือได้ทำการบินช่วงระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากถูกโจมตีที่ Pearl Harbor กองทัพเรือให้เพิ่มจำนวน airships สภาคอนเกรสได้อนุมัติให้สร้างเพิ่มเติมจำนวน 200 ลำ ระหว่างสงคราม กองทัพเรือของสหรัฐฯ ได้ใช้ airship ในการตระเวนครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 3,000,000 ตารางไมล์ เหนือมหาสมุทรแอทแลนติกและแปซิฟิก รวมทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากเรือที่จมทั้งหมด532 ลำ เรือที่ airships คุ้มกันจำนวน 89,000 ลำ ไม่ได้ถูกทำลายแม้แต่ลำเดียว ภารกิจทำการค้นหา ช่วยเหลือ ถ่ายภาพ และจัดการจากทุ่นระเบิดในสมรภูมิและจำนวน airships ทั้งหมดมีเพียงลำเดียวเท่านั้นที่ถูกทำลายจากข้าศึก


Back
www.airshipasia.com
Copyright 2007 by airshipasia All rights reserved Site by www.airshipasia.com